มาตรการเพื่อควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19
ในพื้นที่หอพักแรงงานข้ามชาติของสิงคโปร์

ประกาศเมื่อ 14 ธ.ค. 63
แปลและสรุปเมื่อ 2 มิ.ย. 64
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย “โครงการประเมินผลกระทบของ โควิด–19 ต่อเศรษฐกิจและสังคม” ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

สิงคโปร์ออกมาตรการเพื่อควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 ในพื้นที่หอพักแรงงานข้ามชาติของสิงคโปร์ ซึ่งพื้นที่ที่มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก โดยมีผู้ติดเชื้อ 54,505 คนเป็นแรงงานข้ามชาติ ซึ่งทางการสิงคโปร์เร่งจัดการแก้ไขปัญหานี้โดยด่วน โดยประสานงานกับทั้งกับผู้จัดการหอพัก เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ NGOs และกลุ่มชุมชนต่างๆ ทำให้ ภายในเดือน ส.ค. แรงงานทุกคนที่อาศัยในพื้นที่หอพักได้รับการตรวจอย่างน้อย 1 ครั้ง เพื่อให้แรงงานที่ปลอดภัยสามารถกลับไปทำงานได้ สามารถสรุปการดำเนินการในแต่ละช่วง ดังนี้

มาตรการควบคุมและการตรวจ

เม.ย. – พ.ค. 63: เน้นการตรวจและเฝ้าระวัง

  • จัดการควบคุมการเดินทางของคนที่อาศัยในพื้นที่หอพักแรงงานข้ามชาติทั้งหมดในประเทศสำเร็จภายในกลางเดือน เม.ย.
  • ทยอยปูพรมตรวจทุกหอพัก ภายในสิ้นเดือน เม.ย. แรงงาน 1 จาก 15 คน ได้รับการตรวจเชื้อ ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าอัตราการตรวจรวมของประเทศมาก แต่ก็ยังไม่สามารถตรวจทั้งหมดได้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านทรัพยากรและการดำเนินการ
  • แยกตัวแรงงานทุกคนที่มีอาการป่วย ให้เข้ารับการรักษา โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะมีผลการทดสอบ PCR test หรือไม่
  • แจก เครื่องวัดอุณหภูมิและ เครื่องตรวจวัดระดับออกซิเจนในเลือด (Oximeter) 25,000 ชิ้นให้แก่แรงงานข้ามชาติ แรงงานข้ามชาติทุกคนต้องรายงานอุณหภูมิและระดับออกซิเจนในเลือด 2 ครั้งต่อวัน โดยมีทีมแพทย์คอยติดตามผลเพื่อเฝ้าระวังคนที่มีอาการ
  • มาตรการสนับสนุนทางการแพทย์ช่วงสิ้นเดือน เม.ย.
      • – จัดทีมบุคลากรทางการแพทย์ไปประจำที่หอพักแรงงานข้ามชาติ Purpose-Built Dormitories (PBDs) ทั้ง 43 แห่งของประเทศ
      • – จัดทีมบุคลากรทางการแพทย์ 8 ทีม สำหรับแรงงานที่ไม่ได้อยู่หอพักแรงงานข้ามชาติ Purpose-Built Dormitories (PBDs) เช่น พวกที่พักในสถานที่ก่อสร้าง
      • – แรงงานข้ามชาติที่อยู่ในที่ชุมชน จะเข้ารับบริการที่สถานพยาบาลทั่วประเทศ


มิ.ย. – ส.ค. 63: เน้นการระงับการระบาดในหอพัก

  • เป็นช่วงที่เริ่มได้บทเรียนว่ามีคนจำนวนมากที่ไม่แสดงอาการ แสดงอาการน้อย รวมถึงคนที่เพิ่งหายจากโรค สามารถเป็นได้อีกและกระจายโรคได้อีก
  • และได้บทเรียนว่า Serology (Antibodies) test แยกคนที่เคยเป็นโรคแล้วหายแล้วออกจากคนที่ยังไม่เคย และใช้ PCR tests เพื่อแยกคนที่ติดโรคออกจากคนที่ยังไม่ติดโรค
  • เดือน มิ.ย. ทดสอบแรงงานครบทุนคน โดยใช้มาตรการใหม่ที่ใช้ทั้ง Serology (Antibodies) test และ PCR tests ร่วมกัน
      • – ทดสอบ Serology (Antibodies) test ก่อน หากผลเป็นบวก (มีภูมิต้านทาน) แสดงว่าติดเชื้อมาแล้วก่อนหน้าและหายแล้ว ให้กักตัวคนกลุ่มนี้ 7 วันก่อนปล่อยไปทำงาน
      • – คนที่ Serology (Antibodies) test เป็นลบ (ไม่มีภูมิต้านทาน) กลุ่มนี้จะกักตัว 14 วัน ถ้ามีอาการจะทำ PCR tests หากผลเป็นลบจะปล่อยตัวหลังพ้นช่วง 14 วัน
      • – การทดสอบเช่นนี้ ช่วยให้แรงงานกลับไปทำงานได้ไวขึ้น
  • ภายใน ส.ค. แรงงานทุกคนได้รับการตรวจ แรงงานร้อยละ 98 สามารถกลับไปทำงานได้ภายในต้น พ.ย.

 

การรายงานผู้ติดเชื้อ

  • สิงคโปร์รายงานผู้ติดเชื้อทุกคนที่ PCR tests เป็นบวกเหมือนที่ WHO แนะนำ
  • ข้อต่างคือ สิงคโปร์ ใช้ Serology (Antibodies) test กับแรงงานทุกคน ขณะที่ประเทศส่วนใหญ่จะใช้ Serology (Antibodies) test ในระดับการสุ่มตรวจ ข้อมูลที่ได้จาก Serology (Antibodies) test จะมีประโยชน์ในการประมาณการจำนวนผู้ติดเชื้อเพราะมีข้อมูลเรื่องคนที่มีภูมิคุ้มกันที่มีโอกาสติดเชื้อน้อยกว่ากลุ่มคนที่ไม่มี


ระยะหลังจาก ส.ค.

  • จะทำการทดสอบ Rostered Routine Testing (RRT) กับกลุ่มที่ยังมีความเสี่ยงติดเชื้อ โดยจะตรวจ 1 ครั้งต่อ 14 วัน
  • หลัง ต.ค. พบตัวเลขผู้ติดเชื้อในกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่พักในหอพักลดลงมาก
  • มีแผนให้ช่วงไตรมาส 1 ปี 64 ให้แรงงานที่มีผลทดสอบ RRT แล้วสามารถเข้าสู่พื้นที่ชุมชนได้เดือนละครั้ง โดยจะต้องสวนหน้ากาก เว้นระยะห่าง และประพฤติตามมาตรการรักษาความปลอดภัย
  • มาตรการการตรวจ การ Contact-tracing การควบคุมต่างๆ จะยังคงดำเนินต่อไป เพื่อควบคุมความเสี่ยง

ที่มา: https://www.moh.gov.sg/news-highlights/details/measures-to-contain-the-covid-19-outbreak-in-migrant-worker-dormitories