บทวิเคราะห์ทางสาธารณสุข

บทความ

มาตรการเพื่อควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19ในพื้นที่หอพักแรงงานข้ามชาติของสิงคโปร์

บทความ

การชุมนุมประท้วงกับการแพร่กระจายของเชื้อโควิด

โดย ศ.ดร.นพ.วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์

บทความ

“สถานการณ์และแนวทางรับมือกับ COVID-19 ของไทย”

ตอนที่ 1 สถานการณ์การ “ปลอดเชื้อ” ของไทยในปัจจุบัน

โดย ดร. วิโรจน์ ณ ระนอง

บทความ

8 คำถามเรื่องการคลายล็อกรอบ 2 จากมุมมองด้านระบาดวิทยาและนโยบายสุขภาพ

โดย ดร. วิโรจน์ ณ ระนอง และวุฒิพงษ์ ตุ้นยุทธ์

     บทวิเคราะห์ทางสังคมและเศรษฐกิจ

บทความ

“สุขภาพประชาชน VS เศรษฐกิจของประเทศ” ในภาวะโควิด-19 ได้อย่างต้องเสียอย่างเสมอ?

เรียบเรียงโดย วุฒิพงษ์ ตุ้นยุทธ์ และ อรุณ สถิตพงศ์สถาพร

สรุปสถานการณ์การระบาดในแต่ละช่วง

สรุปภาพรวมภาวะการระบาดทั่วโลก

            หลังจากตรวจพบเชื้อไวรัสโควิด-19 ครั้งแรกของโลกในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 ที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน สถานการณ์การแพร่ระบาดก็ทวีความรุนแรงอย่างมากในช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศจีนมียอดผู้ติดเชื้อสูงสุดในโลกและเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาด โดยในช่วงเวลาดังกล่าว เชื้อโควิด-19 ได้แพร่กระจายไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เริ่มจากประเทศไทย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา ไต้หวัน สิงคโปร์ และเวียดนาม ตามลำดับ แต่ในระยะแรก ตัวเลขผู้ติดเชื้อแต่ละประเทศยังคงอยู่ในหลักสิบเท่านั้น ที่น่ากังวัลมีเพียงกรณีของเรือสำราญ Diamond Princess ที่เข้ามาเทียบท่าที่จังหวัดโยโกฮาม่า ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งตรวจพบผู้ติดเชื้อบนเรือมากกว่า 600 คน กระทั่งช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ยอดผู้ติดเชื้อในประเทศเกาหลีใต้เพิ่มสูงขึ้นทะลุหลักพันรายและกลายเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุดเป็นอันดับสองของโลกรองจากจีน โดยสาเหตุเกิดจากการที่ผู้แพร่เชื้อรายสำคัญคนแรก (1st Super Spreader) ไปร่วมชุมนุมทำกิจกรรมทางศาสนา สถานการณ์การแพร่ระบาดในช่วงนี้จึงมีความรุนแรงเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย สังเกตได้จากจำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลก ณ วันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ที่มีทั้งสิ้น 85,223 ราย ในจำนวนนี้อาศัยอยู่ในทวีปเอเชีย 83,264 ราย ซึ่งส่วนมากเป็นผู้ติดเชื้อในจีน (79,355 ราย) และเกาหลีใต้ (2,931 ราย) ส่วนผู้เสียชีวิตทั่วโลกมีทั้งสิ้น 2,921 ราย เกือบทั้งหมดอยู่ในประเทศจีน (2,837 ราย)

แผนภาพที่ 1 จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมทั่วโลก

            เมื่อก้าวเข้าสู่เดือนมีนาคม พ.ศ. 2563 อิตาลีและอิหร่านก็มีรายงานพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนแซงหน้าประเทศเกาหลีใต้ขึ้นเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุดอันดับที่สองและสามตามลำดับ โดยเฉพาะประเทศอิตาลีที่ต่อมาไม่นานได้กลายเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 สูงที่สุดในโลกแซงประเทศจีน ต่อมา ช่วงกลางเดือนถึงปลายเดือนมีนาคม พ.ศ. 2563 ทิศทางการระบาดได้หันเหสู่ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศในแถบยุโรปอย่างชัดเจน สังเกตได้จากจำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลก ณ วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2563 ที่มีทั้งสิ้น 799,674 ราย เป็นผู้ติดเชื้อในทวีปยุโรปมากที่สุด (429,785 ราย) รองลงมาเป็นทวีปอเมริกาเหนือ (176,390 ราย) และทวีปเอเชีย (169,987 ราย) ในทำนองเดียวกัน ผู้เสียชีวิตทั่วโลกมีทั้งหมด 38,705 ราย กว่าร้อยละ 72 เป็นผู้เสียชีวิตในทวีปยุโรป (27,935 ราย) แต่หากพิจารณาเป็นรายประเทศแล้ว ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด คือ ประเทศสหรัฐอเมริกา (164,640 ราย) รองลงมาเป็นอิตาลี (101,739 ราย) และจีน (82,241 ราย) ส่งผลให้ในช่วงนี้สหรัฐอเมริกากลายเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดแห่งใหม่ต่อจากจีน และสถานการณ์การระบาดในยุโรปเริ่มมีสัญญาณที่ไม่ดีนัก

แผนภาพที่ 2 จำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 สะสมทั่วโลก

            ตลอดช่วงเดือนเมษายน สหรัฐอเมริกายังคงเผชิญกับภาวะการระบาดที่รุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง สถิติ ณ วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2563 สหรัฐอเมริกาครองตำแหน่งประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตสูงสุดอันดับหนึ่ง โดยมีจำนวนผู้ติดเชื้อ 1.04 ล้านราย (คิดเป็นร้อยละ 33 ของผู้ติดเชื้อทั่วโลก) และมีจำนวนผู้เสียชีวิต 60,966 ราย (คิดเป็นร้อยละ 27 ของผู้เสียชีวิตทั่วโลก) ในขณะเดียวกัน สถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศแถบยุโรปก็เริ่มรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะจำนวนผู้ติดเชื้อในสเปน (215,183 ราย) ที่แซงหน้าอิตาลี (203,591 ราย) เป็นที่เรียบร้อย นอกจากนี้ ยังมีประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นจนแซงหน้าจีน (83,644 ราย) และอิหร่าน (93,657 ราย) ประกอบด้วย สหราชอาณาจักร (165,221 ราย) เยอรมนี (159,119 ราย) และฝรั่งเศส (128,442 ราย) ส่วนประเทศในภูมิภาคอื่นที่น่าเป็นกังวล คือ ตุรกี (117,589 ราย) และรัสเซีย (99,399 ราย) สรุปแล้วในภาพรวมทั่วโลก มีผู้ติดเชื้อรวมทั้งสิ้น 3.14 ล้านราย แบ่งเป็นผู้ติดเชื้อในทวีปยุโรปมากที่สุด (1.29 ล้านราย) รองลงมายังคงเป็นทวีปอเมริกาเหนือ (1.13 ล้านราย) และทวีปเอเชีย (507,170 ราย) ส่วนผู้เสียชีวิตทั่วโลกมีจำนวน 227,821 ราย ส่วนมากยังคงเป็นผู้เสียชีวิตในยุโรป (133,254 ราย) และอเมริกาเหนือ (66,489 ราย)

แผนภาพที่ 3 แนวโน้มจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสม แยกตามประเทศ

           สถานการณ์การแพร่ระบาดเริ่มเปลี่ยนทิศทางอีกครั้งในช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน พ.ศ. 2563 โดยกลุ่มประเทศที่มีความรุนแรงมากที่สุด คือ ประเทศในแถบลาตินอเมริกา โดยเฉพาะบราซิล เปรู ชิลี และเม็กซิโก ที่ผู้ติดเชื้อมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นชัดเจน นอกจากนี้ ยังมีประเทศสองแห่งในภูมิภาคเอเชียที่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดเช่นกัน คือ รัสเซียและอินเดีย ส่วนประเทศในแถบยุโรป แนวโน้มผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตมีลักษณะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง แต่บางประเทศก็ยังมีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เช่น สหราชอาณาจักร สเปน อิตาลี ฝรั่งเศส เป็นต้น โดยสรุปแล้ว สถิติ ณ วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2563 ยอดผู้ติดเชื้อทั่วโลกสูงถึง 10.27 ล้านราย ซึ่งทวีปที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดกลายเป็นทวีปอเมริกาเหนือ (3.05 ล้านราย) ที่แซงทวีปยุโรป (2.39 ล้านราย) ขึ้นมา ตามมาด้วยสองทวีปที่สถานการณ์การระบาดกำลังทวีความรุนแรง คือ ทวีปเอเชีย (2.26 ล้านราย) ซึ่งผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่อยู่ในประเทศรัสเซียและอินเดีย และทวีปอเมริกาใต้ (2.18 ล้านราย) โดยประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุดยังคงเป็นสหรัฐอเมริกา (2.59 ล้านราย) รองลงมาเป็นบราซิล (1.37 ล้านราย) และรัสเซีย (641,156 ราย) อย่างไรก็ตาม ในด้านจำนวนผู้เสียชีวิตทั่วโลกที่มีผู้เสียชีวิตมากถึง 505,309 รายแล้ว ทวีปที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุดยังคงเป็นทวีปยุโรป (190,771 ราย) ที่ครองตำแหน่งมาตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่หากพิจารณาจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นรายประเทศแล้ว อันดับหนึ่งยังคงเป็นสหรัฐอเมริกา (126,140 ราย) รองลงมาเป็นบราซิล (58,314 ราย) ที่ขยับแซงประเทศแถบยุโรปทั้งหลายขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และตามมาด้วยประเทศในแถบยุโรปอีก 4 ประเทศ คือ สหราชอาณาจักร (43,575 ราย) อิตาลี (34,744 ราย) ฝรั่งเศส (29,813 ราย) และสเปน (28,355 ราย)

แผนภาพที่ 4 จำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 สะสมรายวัน แยกตามประเทศ

           โดยสรุปแล้ว สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกในช่วงแรกมีความรุนแรงในประเทศแถบเอเชีย โดยมีศูนย์กลางการแพร่ระบาดอยู่ที่ประเทศจีนเป็นหลัก แต่หลังจากเดือนมีนาคม พ.ศ. 2563 เป็นต้นมา ประเทศสหรัฐอเมริกาก็มีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนได้ครองตำแหน่งประเทศที่มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตอันดับหนึ่งของโลกและกลายเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดต่อจากประเทศจีนจวบจนปัจจุบัน ในขณะเดียวกัน การแพร่ระบาดในยุโรปก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตในยุโรปจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง แต่ยุโรปก็ยังคงมีผู้เสียชีวิตมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก กระทั่งในช่วงพฤษภาคมถึงมิถุนายน แนวโน้มของผู้ติดเชื้อในแถบเอเชียและอเมริกาใต้กลับมีอัตราที่เพิ่มขึ้นจนแซงหน้ายุโรป โดยเฉพาะประเทศบราซิล อินเดีย และรัสเซีย ที่ปัจจุบันเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดเป็นอันดับสอง สาม และสี่ตามลำดับ แต่ที่น่าเป็นกังวลที่สุดคือ บราซิล ที่ไม่เพียงแค่มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น แต่จำนวนผู้เสียชีวิตก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐอเมริกาเรียบร้อยแล้ว

แผนภาพที่ 5 แนวโน้มจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสม แยกตามทวีป
แผนภาพที่ 6 จำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 สะสม แยกตามทวีป